รักเปื่อย
posted on 22 Nov 2008 18:50 by tv-syndrome
เมื่อวานซืนเราให้สัมภาษณ์กับแมกกาซีนแมรี แคลร์ (marie claire) คอลัมภ์ book club ในฐานะที่เราได้อ่านนิยายภาพ “รักเปื่อย” ของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” (ผู้กำกับหนังเรื่องกอด/เฉิ่ม/สยิว และผู้เขียนบทหนังเรื่องแฮปปี้เบริด์เดย์) มาแล้ว
ผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่ได้มีแต่เราเท่านั้นยังมีทราย เจริญปุระ คุณต่อนักจัดevent บริษัท matchbox แล้วก็คุณคงเดชเจ้าของผลงานด้วย ทุกคนคุยเก่งจนเราอยากจะนั่งฟังอย่างเดียวหรือไม่อีกทีก็อยากย้ายฝั่งไปนั่งเป็นผู้สัมภาษณ์แทน แต่ละคนพูดถึงรักเปื่อยแตกต่างกันจนทุกคนในวงเริ่มสงสัยและเอ่ยถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “นี่พวกเราอ่านหนังสือเล่มเดียวกันหรือเปล่า” ซึ่งทุกครั้งที่มีคนเอ่ยคำถามนี้ขึ้นมาในวงสนทนา เสียงหัวเราะก็จะถูกระเบิดออกจากทุกมุมของวง
แน่นอนว่าไม่มีใครตอบคำถามนั้นเพราะมันไม่ใช่คำถามที่ใครตั้งใจจะถามใคร มันเป็นเพียงมุกที่โยนใส่กลางวงเพื่อพักการสนทนาที่กำลังดุเด็ดเผ็ดมัน แต่สำหรับเรา…เผอิญสะเก็ดของมุกนั้นมันดันกระเด็นเข้ามาโดนอวัยวะบางส่วนและฝังอยู่ข้างในจนติดขึ้นรถกลับบ้านมาด้วย
พวกเรากำลังพูดเรื่องเดียวกัน “รักเปื่อย” แต่พวกเราต่างพกหนังสือมาที่วงสนทนานั้นกันคนละเล่ม อ่านกันมาคนละเรื่อง และแม้จะนั่งอยู่ในวงสนทนาเดียวกันแต่เราก็นั่งกันคนละมุมคนละองศา เรื่องที่พวกเราพูดจึงเป็นคนละเรื่องเดียวกันตามแต่ประสบการณ์ที่พวกเราพกพามา ไม่มีใครคิดเหมือนใครและไม่มีใครเห็นเหมือนกัน
คงเดชพูดเสมอว่าเขามีความเชื่อว่าความรักแบบที่ใช้สมองไม่น่าจะใช่ความรัก เขาบอกว่าถ้าไม่โง่ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังเป็นรักอยู่ไหม ซึ่งเราก็โดนจ่อยิงด้วยความเชื่อนี้เลย
“นี่คุณใช้สมองนี่”
“อ้าว!”
แต่เราไม่โต้ตอบอะไร เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะคิดต่าง
เราถูกทีมงานของแมรี แคลร์ถามว่า…คิดว่าตัวเองเป็นเหมือนตัวละครใดในเรื่อง
ซึ่งเราก็ตอบไปว่าอ้อม แต่ความรักของอ้อมในสายตาของบางคนไม่ถูกนับว่าเป็น “ความรัก”
สำหรับเรา… ความรักไม่มีตัวตน ไร้รูปแบบ ไร้กลิ่นเสียง ความรักไม่เหมือนสสารอย่างเช่นจอคอมพิวเตอร์ที่แม้เราไม่จ้องมองไม่สนใจ มันก็ยังตั้งอยู่บนโลกของมัน ต่างกันกับความรักที่หากเราไม่ใส่ใจไม่สนใจ มันก็จะหายไปแบบหน้าตาเฉยหรือเปล่าเราก็ยังไม่รู้เรามองไม่เห็นเพราะมันไม่ได้มีอยู่จริง ความรักของแต่ละคนจึงมีหน้าตาแตกต่างกันไปตามความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการ ความรักไม่น่าจะจำกัดว่าต้องเหมือนสมบัติหรืออรัญญา (ชื่อตัวละครในเรื่องนะคะอย่าเข้าใจผิด) เพราะสำหรับบางคนความรักแบบนั้นก็อาจถูกสงสัยเช่นกันว่ามันคือความรักจริงหรือ? มันอาจเป็นแค่ความต้องการแสดงตัวตนให้โลกรับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเรา หรืออาจเกิดจากเหตุผลอื่นนอกเหนือจาก “รัก” ก็เป็นได้ (ทั้งนั้น)
หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเสียน้ำตา!!
ไม่ใช่… ไม่ใช่มุกนั้น ไม่ได้เสียน้ำตาเพราะเสียดายตังค์ เอาจริงๆ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกเศร้า
ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงเศร้าทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้เห็นด้วยกับความรักในหนังสือเล่มนี้ ออกจะรู้สึกโมโหกับการกระทำของตัวละครด้วยซ้ำ และเมื่อเราถูกถามถึงสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้… เราจึงตอบไปได้แค่เพียงว่ามันทำให้เราเศร้า
เราไม่ได้เสียน้ำตาให้กับความรัก เพราะเราไม่เชื่อเรื่องความรัก สำหรับเรา… ความรักก็เหมือนกับเรื่องผี บางคนก็บอกว่ามองเห็นมันแต่สำหรับบางคนก็ไม่เคยมองเห็น เราเชื่อในความเป็นคนมากกว่า ทุกคนต่างมีตัวตนบนโลกนี้แม้จะไม่มีใครมองก็ตาม แต่ในเรื่องคงเดชกลับไม่ได้บอกชื่อตัวละครอยู่ตัวหนึ่งทำเหมือนเป็นอากาศธาตุ เราจึงตั้งใจมากที่จะไปถามถึงชื่อตัวละครตัวนั้น เมื่อทีมงานจากแมรี แคลร์เปิดโอกาสให้ถามอะไรเจ้าของเรื่องก็ได้ เราจึงถามไปว่าตัวละครตัวนั้นชื่ออะไร
คงเดชตอบกลับมาว่า
“เป็นความตั้งใจของผมแต่แรกแล้วที่จะให้ตัวละครตัวนั้นไม่มีชื่อ”
ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทำไมเราถึงเศร้า แม้ในตอนที่เราได้ยินอีกครั้งจากปากผู้เขียนเราก็ยังรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
ไม่รู้สิ… หรือบางที… หากมองในแง่ดีตัวละครตัวนั้นอาจคือ “ความรัก” ก็ได้
หมายเหตุ หากใครอ่าน blog ตอนนี้แล้วไม่ค่อยเข้าใจขอชวนให้อ่านเรื่องรักเปื่อยมาก่อน แล้วเรามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่ถ้าใครต้องการอ่านสัมภาษณ์ความคิดเห็นของทราย เจริญปุระ เกี่ยวกับรักเปื่อย หรือมุมมองของนักจัดevent-คุณต่อจาก matchbox หรืออารมณ์ที่แท้จริงจากปากนักเขียนคุณคงเดช ก็ตามอ่านนิตยสารแมรี แคลร์ในเดือนกุมภาพันธ์ได้ (ถ้าเขาไม่เปลี่ยนกำหนดนะ แต่ถ้าเขาเปลี่ยนแล้วเรารู้จะมาบอกอีกที)
edit @ 22 Nov 2008 19:12:42 by กลับหัวคิด


